หลังจากเช็ดโต๊ะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ชีเลียรวบและมัดปากถุงขยะที่เต็มไปด้วยจานชามที่ใช้แล้ว เธอแบกถุงไว้บนบ่าและมองสำรวจไปรอบๆห้องเอนกประสงค์ของคริสตจักร เธออาสาทำความสะอาดห้องสำหรับการประชุมครั้งต่อไป และอยากให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย ความคิดหนึ่งแว่บเข้ามาในหัวว่า จะมีใครสังเกตเห็นบ้างไหมนะ
เป็นเรื่องง่ายที่จะสงสัยว่าสิ่งที่เราเสียสละเพื่อแผ่นดินของพระเจ้าในทุกวันนั้นมีคนเห็นค่าหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด การสรุปยอดบัญชี การนำศึกษาพระคัมภีร์ หรือการถวายเงิน พวกเราหลายคนยังคงทำหน้าที่รับใช้โดยที่ไม่มีใครเห็นและไม่มีใครเอ่ยชื่อของเรา
ในพระธรรมลูกา 8:1-2 นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกการรับใช้ที่สัตย์ซื่อของพวกผู้หญิงในพันธกิจของพระเยซู เขาระบุชื่อของสามคนจากบรรดาผู้หญิงที่ได้รับการปลดปล่อยจากวิญญาณชั่ว และได้รับการรักษาให้หายจากโรคร้าย อาทิ มารีย์ชาวมักดาลา โยอันนาภรรยาของคูซาที่เป็นต้นเรือนของเฮโรด และสูสันนา จากนั้นลูกากล่าวถึง “และผู้หญิงอื่นๆ หลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยปัจจัยของเขา” (ข้อ 3) ลูกายกย่องผู้หญิงไร้ชื่อเหล่านี้ ผู้อุทิศชีวิตในการสนับสนุนพระกิตติคุณ และประกาศคุณค่าของพวกเธอ
เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงนับผู้หญิงไร้ชื่อเหล่านี้ไว้ในบัญชีรายชื่อผู้เสียสละอันทรงคุณค่าเพื่อแผ่นดินของพระองค์ พระองค์ก็ทรงเห็นความพยายามของเราเช่นกัน พระองค์ทรงรู้จักชื่อของเรา (ยน.10:3) และทรงเห็นการลงทุนลงแรงของเราเพื่องานของพระองค์ (ฮบ.6:10)
ฉันไปต่อไม่ได้ ฉันเขียนบทใคร่ครวญพระคำไปได้ครึ่งเดียวแล้วก็คิดอะไรไม่ออก “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ควรทำอย่างไรดี” ฉันอธิษฐานแล้วก็นึกถึงงานวิจัยที่พบว่า ผลงานสร้างสรรค์ของเราจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 60 เปอร์เซ็นต์เมื่อเราเดิน ฉันจึงออกไปที่เส้นทางเดินหลังบ้านและคุยกับพระเจ้าไปเรื่อยๆ สามสิบนาทีต่อมาฉันรู้สึกสดชื่นขึ้น ฉันกลับมาที่แป้นพิมพ์และเขียนต่อจนเสร็จ
ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 4:18-35 เราได้อ่านเรื่องที่เอลีชาและเกหะซีคนรับใช้ของท่าน ตอบรับคำวิงวอนของหญิงชาวชูเนมที่ขอให้ช่วยลูกชายของเธอที่ตายไป เกหะซีทำตามคำสั่งของเอลีชา (ข้อ 29) โดยวางไม้เท้าของเขาบนเด็ก (ข้อ 31) พวกเขาอธิษฐาน จากนั้นเอลีชาก็นอนทับบนตัวเด็ก ในที่สุด “ท่านก็ลุกขึ้นอีกเดินไปเดินมาในเรือนนั้นครั้งหนึ่ง แล้วขึ้นไปเหยียดตัวของท่านบนเขา เด็กนั้น...ก็ลืมตาของตน” (ข้อ 35)
พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราว่าเพราะอะไรเอลีชาจึง “เดินไปเดินมา” และไม่ได้บอกว่าท่านคิดอะไรอยู่ สิ่งที่เรารู้ก็คือ เมื่อคำอธิษฐานของเอลีชาไม่ได้รับคำตอบ ท่านก็ไม่ยอมแพ้ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะจินตนาการว่าท่านกำลังคุยกับพระเจ้าอยู่ในสถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้
คุณทำอย่างไรเมื่อไปต่อไม่ได้และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร บางทีการ “เดินอธิษฐาน” อาจเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ว่าเราจะออกไปเดินข้างนอกหรือเดินไปมาในบ้าน การเชื่อมต่อกับพระเจ้าเมื่อเราต้องการความช่วยเหลือ จะนำพาคำตอบที่เป็นทางออกของสถานการณ์นั้นมาถึงเรา
ผู้โดยสารร่างสูงยืดตัวขึ้นขณะยืนบนทางเดินในเครื่องบินระหว่างภูมิภาคขนาดเล็ก ฉันสังเกตชื่อหนังสือที่เด่นชัดของเขาว่า เป็นเหมือนพระเยซู ไม่กี่นาทีต่อมา ฉันเห็นชายคนนี้ผลักคนอื่นเพื่อหยิบกระเป๋าจากรถเข็นที่รออยู่ เป็นเหมือนพระเยซูหรือ ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็น “พี่น้องผู้เชื่อ” ที่รู้จักพระคริสต์จริงๆหรือไม่ แต่ฉันตกใจกับท่าทีเห็นแก่ตัวซึ่งทำให้พระเยซูถูกเข้าใจผิด
ขณะก้าวขึ้นบันไดเลื่อน ฉันเห็นเขาอีกครั้งและปกหนังสือก็ยังคงเด่นชัด คำนั้นกระแทกใจของฉัน เป็นเหมือนพระเยซูสิเอลิซ่า อย่าตัดสิน ฉันสงสัยว่าการที่ฉันอยู่ตรงนี้ได้สำแดงอะไรถึงพระเยซูบ้าง
การเป็นเหมือนพระเยซู คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้าทรงทำให้พระลักษณะของพระองค์เติบโตขึ้นในเรา เมื่อเรายอมจำนนต่อพระองค์ เปาโลเขียนว่าผู้เชื่อในพระเยซู “ก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า” (2 คร.3:18) ยอห์นประหลาดใจที่สิ่งนี้เป็นเรื่องเข้าใจยากสำหรับเรา และยากยิ่งกว่าในการไปถึงจุดหมายนั้น “บัดนี้เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า และยังไม่ปรากฏว่าต่อไปเบื้องหน้านั้นเราจะเป็นอย่างไร แต่เรารู้ว่าเมื่อพระองค์จะเสด็จมาปรากฏนั้น เราทั้งหลายจะเป็นเหมือนพระองค์ [ในความบริสุทธิ์] เพราะว่าเราจะเห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น” (1 ยน.3:2-3)
เมื่อบันไดเลื่อนพาเราไปสุดทาง ฉันเหลือบมองหนังสือนั้นอีกครั้ง เป็นเหมือนพระเยซู คำนี้ให้ความหมายใหม่กับฉัน และนำฉันกลับมามองที่หัวใจและชีวิตของตัวเอง
ตอนที่ฉันเป็นผู้นำในพันธกิจเพื่อแม่ของเด็กก่อนวัยเรียนนั้น เราพยายามหาภาพที่จะอธิบายถึงภาระหน้าที่ของแม่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เช่น การเปลี่ยนผ้าอ้อม การเช็ดน้ำมูก การเก็บของเล่น ปรากฏว่าภาพนั้นอยู่ตรงหน้าเราพอดี นั่นคือกล่องน้ำผลไม้ที่ยุบตัวแฟบลง บรรดาแม่ๆอาจรู้สึกเหมือนกล่องน้ำผลไม้ที่ว่างเปล่า พันธกิจนี้จะช่วยเหลือโดยการนำพวกเธอไปสู่แหล่งน้ำแห่งชีวิตที่สามารถเติมเต็มพวกเธอได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือพระเยซู
ในยอห์น 7 พระเยซูเสด็จไปร่วมในเทศกาลอยู่เพิง (ข้อ 10) เพื่อระลึกถึงการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าในระหว่างที่คนอิสราเอลเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ในเทศกาลนี้จะมีพิธีเทน้ำบนแท่นบูชาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความชุ่มชื้น และเป็นการทำนายถึงฝนในฝ่ายวิญญาณที่พระเมสสิยาห์จะทรงนำมา พระเยซูได้ทรงทำให้สำเร็จเป็นจริงตามที่เทศกาลโบราณคาดหวังไว้ “ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า ‘แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น’” (ข้อ 37-38)
บางครั้งเราอาจรู้สึกเหมือนภาชนะที่ว่างเปล่า อ่อนล้าจากการต้องดูแลผู้อื่น หมดแรงจากการทำงาน เหน็ดเหนื่อยจากความรับผิดชอบในแต่ละวัน ความต้องการที่ไม่มีวันสิ้นสุดทำให้เรารู้สึกเหือดแห้งหมดพลัง! แต่เมื่อเราดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระองค์จะประทานน้ำพุแห่งชีวิตในใจของเราเพื่อทำให้เราสดชื่นและเติมกำลังให้เรา ไม่ว่าสิ่งที่เราต้องดูแลและความห่วงกังวลนั้นจะดูดพลังไปจากเราเพียงใดก็ตาม
คุณเคยรู้สึกเหมือนเป็นคนหลอกลวงไหม คุณไม่ได้เป็นคนเดียว! ช่วงปลายทศวรรษ 1970 นักวิจัยสองคนระบุว่า “โรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง” คือสภาวะของการสงสัยในทักษะ พรสวรรค์หรือความสามารถของตนและตีความตนเองว่าเป็นคนหลอกลวง แม้แต่คนที่ประสบความสำเร็จและเก่งก็ยังต้องต่อสู้กับความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ โดยกังวลว่าถ้าใครแอบมองเบื้องหลังชีวิตของตน ก็จะเห็นว่าพวกเขาไม่ได้รู้อะไรมากนัก
ในศตวรรษแรกเปาโลแนะนำผู้คนที่คริสตจักรโรมให้ถ่อมตัว โดย “อย่าคิดถือตัวเองเกินที่ตนควรจะคิดนั้น แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุม” (รม.12:3) เราเข้าใจถึงความสำคัญที่จะต้องไม่ยกย่องความสามารถของตนเอง แต่เราก็ทำเกินไปเมื่อเราสงสัยในคุณค่าของตัวเอง จนทำให้ผู้อื่นไม่ได้รับพระพรจากของประทานที่พระเจ้าต้องการให้เราใช้เพื่อรับใช้พระองค์ การพิจารณาตนเองอย่าง “ถ่อมสุขุม” (ข้อ 3) คือการประเมินค่าอย่างมีสติโดยคำนึงถึงความเป็นจริงในความสามารถที่เราจะทำได้ เปาโลกระตุ้นให้เราเอาชนะความลังเล ยอมรับตัวเองตามที่เราเป็นให้ “สมกับขนาดความเชื่อที่พระเจ้าได้ทรงประทานแก่ [เราแต่ละคน]” (ข้อ 3) ด้วยวิธีนี้ ผู้เชื่อซึ่งเป็นพระกายของพระเจ้าก็จะได้รับการเสริมสร้างขึ้น (ข้อ 4-8)
แทนที่จะลดทอนคุณค่าของการมอบถวายของเราด้วยโรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง ให้เรามาน้อมรับของประทานจากพระเจ้าที่อยู่ในตัวเรา เมื่อเรายอมรับพระคุณของพระองค์ไว้ด้วยใจขอบพระคุณ เราก็จะไม่มองตัวเองสูงหรือต่ำเกินไป เมื่อทำเช่นนี้เราก็ทำให้พระบิดาพอพระทัยและช่วยเสริมสร้างผู้เชื่อซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์
ตอนที่นิ้วนางของฉันได้รับบาดเจ็บ ฉันคาดว่าจะต้องทนเจ็บไปอีกหลายเดือนกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติได้ ขณะที่ฉันทำท่าบริหารตามที่แพทย์แนะนำ นิ้วที่อยู่ด้านข้างก็เริ่มปวดตุบๆ ฉันจึงปรึกษาแพทย์ “การเจ็บปวดร่วม” เขากล่าว เส้นประสาทที่เชื่อมต่อระหว่างนิ้วนางและนิ้วก้อยทำให้เกิดการพึ่งพาซึ่งกันและกัน หากนิ้วหนึ่งเจ็บ อีกนิ้วก็จะเจ็บไปด้วย
อัครทูตเปาโลใช้ร่างกายมนุษย์เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพิเศษและความเป็นหนึ่งเดียวกันของประชากรของพระเจ้า ใน 1 โครินธ์ 12:21-26 ท่านย้ำว่าอวัยวะแต่ละส่วนมีความสำคัญอย่างมากต่อการทำงานที่สมบูรณ์ของทั้งร่างกาย จากนั้นท่านจึงให้ความสนใจกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวที่เกิดขึ้นเมื่อเราเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน “ถ้าอวัยวะอันหนึ่งเจ็บ อวัยวะทั้งหมดก็พลอยเจ็บด้วย” (ข้อ 26) คำอธิบายเรื่องความเชื่อมโยงถึงกันของคริสตจักรสะท้อนอยู่ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เพราะเราควร “ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้” และ “ช่วยรับภาระของกันและกัน” (รม.12:15; กท.6:2)
วันนี้ เวลาที่ฉันยื่นมือออกไปทักทายใครสักคนหรือหยิบจับช้อนเพื่อเตรียมอาหารสำหรับแขก ฉันสังเกตว่านิ้วนางและนิ้วก้อยของฉันรู้สึกตึงๆ ส่วนต่างๆ ในร่างกายของเราทำงานร่วมกันเพื่อสื่อสารความเจ็บปวดและเสริมสร้างซึ่งกันและกันเพื่อสุขภาพที่ดี ฉันขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงเปิดเผยว่า เราจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงซึ่งกันและกันในคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายฝ่ายวิญญาณของพระองค์ โดยผ่านการเจ็บปวดร่วมนี้
ทีมภูมิสถาปนิกได้ศึกษาผลกระทบของการสร้างรั้วรอบสนามเด็กเล่นในโรงเรียนอนุบาล ในสนามเด็กเล่นที่ไม่มีรั้วกั้น เด็กๆมักจะรวมตัวกันอยู่ใกล้อาคารเรียนและใกล้ครูโดยไม่เดินเล่นไปไกล แต่ในสนามเด็กเล่นที่มีรั้วนั้น พวกเขาสนุกกับพื้นที่ทั้งหมด นักวิจัยสรุปว่าการกำหนดขอบเขตอาจทำให้รู้สึกมีอิสระมากขึ้นได้ นี่อาจฟังดูขัดกับความรู้สึกของเราหลายคนที่คิดว่าการกำหนดขอบเขตจะปิดกั้นความเบิกบานใจ แต่กระนั้นรั้วก็ยังทำให้รู้สึกมีอิสระได้!
พระเจ้าทรงเน้นย้ำถึงอิสรภาพภายใต้การกำหนดขอบเขตของพระองค์ เมื่อประทานบัญญัติ 10 ประการให้แก่อิสราเอล พระองค์ทรงสัญญาว่าชีวิตที่ “เจริญรุ่งเรือง” จะเป็นผลจากการใช้ชีวิตในขอบเขตอันดีของพระองค์ “ท่านจงดำเนินตามวิถีทางทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงบัญชาท่านไว้ เพื่อท่านจะมีชีวิตอยู่และเพื่อท่านจะไปดีมาดี และมีชีวิตยืนนานอยู่ในแผ่นดินซึ่งท่านจะยึดครองนั้น” (ฉธบ.5:33) นี่คือภาพของความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งรวมถึงชีวิตที่เต็มด้วยผลดี เป็นชีวิตที่มีคุณภาพ
พระเยซูผู้ทรงทำให้ธรรมบัญญัติครบสมบรูณ์โดยการสิ้นพระชนม์บนกางเขนตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท” (ยน.8:31-32) แน่ทีเดียวที่ขอบเขตของพระเจ้านั้นมีไว้เพื่อผลดีของเรา “รั้ว” จะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระเพื่อเพลิดเพลินกับชีวิตที่พระเจ้าทรงสร้างให้เรามีประสบการณ์ไปกับพระองค์
ลิซ่าและเฟรดดี้ แมคมิลแลนเป็นเจ้าของร้านอาหารที่พิเศษไม่เหมือนใคร
ในเมืองบรูว์ตัน รัฐอลาบาม่า พวกเขาเสิร์ฟอาหารร้อนๆให้กับทุกคนที่ยืนต่อแถวรอโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามีภรรยาคู่นี้ลงทุนด้วยเงินออมของตนเองเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับผู้สูงอายุที่มักต้องอดอาหาร และไม่ค่อยมีประสบการณ์ได้เข้าร้านอาหาร พวกเขามีกล่องบริจาคสำหรับรับเงินช่วยเหลือ ลิซ่ากล่าวว่า “บางครั้งก็ไม่มีอะไรในนั้นเลย บางครั้งก็มีกระดาษเขียนข้อความขอบคุณ บางครั้งก็มี เงิน 1,000 ดอลล่าร์ เรามีทุกสิ่งที่จำเป็นเสมอ เป้าหมายของเราคือการเลี้ยงดูผู้ขัดสน กอบกู้ศักดิ์ศรี และพัฒนาชุมชน”
การดูแลผู้ยากไร้อาจดูเหมือนเป็นงานที่ยากลำบาก เว้นแต่ว่าเราจะพึ่งพาพระเจ้า! หนังสือพระกิตติคุณบันทึกเรื่องราวที่พระเยซูทรงเลี้ยงอาหารผู้คนหลายพันโดยทรงเรียกให้สาวกของพระองค์มีส่วนร่วมว่า “พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด” (มธ.14:16) ในพระธรรมกิจการเราได้รู้ว่าผู้เชื่อในคริสตจักรยุคแรก “แบ่งปันทุกสิ่งที่ตนมี” และ “ในหมู่พวกเขาไม่มีใครขัดสน” (4:32, 34 TNCV) หลายคนขายทรัพย์สินและมอบเงินค่าของนั้นให้แก่อัครทูต ผู้ “แจกจ่ายให้ทุกคนตามที่ต้องการ” (ข้อ 34-35) พวกเขาเข้าใจว่าแท้จริงแล้วทรัพย์สินของตนเป็นของพระเจ้า จึงได้ลงทุนในชีวิตของผู้อื่นอย่างเต็มใจด้วยสิ่งที่พวกเขามี
พระเจ้าทรงเลี้ยงดู บางครั้งโดยพระหัตถ์ของพระองค์เอง และบางครั้งผ่านมือของคนของพระองค์ พระองค์ประทานให้ตามความจำเป็นของเราเพื่อที่เราจะสามารถเลี้ยงดูผู้ที่ขัดสน
หลังจากที่ฉันเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการวิทยาลัยพระคริสตธรรม ผู้นำที่อยู่มายาวนานก็ประกาศว่าจะเกษียณอายุ ฉันจึงสาละวนอยู่กับการหาประธานคนใหม่ เราช่วยกันรวบรวมรายการคุณสมบัติยืดยาวอันท้าทาย เราจะหาคนมาทำหน้าที่ที่สำคัญและซับซ้อนนี้ได้อย่างไร
ฉันนึกสงสัยเช่นกันเมื่ออ่านรายละเอียดที่พระเจ้าต้องการสำหรับคันประทีปที่ต้องทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ พร้อมด้วยถ้วยรองตะเกียงทรงดอกไม้และดอกอัลมันด์ และกิ่งหกกิ่ง (อพย.25:31-36) และลานพลับพลาที่ต้องมี “ผ้าบังทำด้วยผ้าป่านเนื้อดี...ให้มีเสายี่สิบต้นกับฐานทองสัมฤทธิ์รองรับเสายี่สิบฐาน ขอติดเสาและราวยึดเสานั้นให้ทำด้วยเงิน” (27:9-10) ใครกันที่จะสามารถทำงานนี้ได้
พระเจ้าทรงตอบว่า “เราได้ออกชื่อเบซาเลล...และได้ให้เขาประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง...คือประกอบวิชาการทุกอย่าง” (31:2-5) พระเจ้ายังตรัสอีกว่า “เราได้ให้สมรรถภาพแก่คนทั้งปวงที่มีฝีมือ เพื่อเขาจะได้ทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งเจ้าไว้นั้น” (ข้อ 6)
เราจะไปหาคนมาดำรงตำแหน่งผู้นำระดับสูง อาสาสมัครที่โบสถ์ หรือคนจัดงานประชุมจากที่ไหน สำหรับพระเจ้าผู้ทรงเรียกและประทานความสามารถแก่คนของพระองค์แล้ว พระองค์ทรงวางแผนงานออกแบบที่ท้าทายสำหรับพระวิหารของพระองค์ จากนั้นทรงเลือกและประทานความสามารถแก่คนของพระองค์เพื่อจะทำให้สำเร็จ คำตอบของพระเจ้าสำหรับแผนการของพระองค์ ก็คือ คนของพระองค์